วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

รัฐธรรมนูญเกาหลีใต้


รัฐธรรมนูญ




    ก่อนที่จะกล่าวถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะขอย้อนกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของการใช้ รัฐธรรมนูญของประเทศนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศเพื่อที่จะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงการพัฒนา ของกฎหมายสูงสุดของเกาหลีใต้พอสังเขป กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแรกประกาศใช้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1948 ภายหลังที่ก่อตั้งประเทศเป็นสาธารณรัฐขึ้นใน วันที่ 15 สิงหาคม ในปีเดียวกัน จากนั้นได้มีการ ปรับปรุงแก้ไข ครั้ง ครั้งสุดท้ายได้กระทำขึ้นในปี ค.ศ. 1987เนื้อหาสาระสำคัญของการแก้ไข ในแต่ละครั้งนั้น เป็นในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของประธานาธิบดี และแบบแผนการเลือกตั้งเป็นหลัก ส่วนการแก้ไขในด้านโครงสร้างของกฎหมายมีไม่มากนักกล่าวโดยย่อรัฐธรรมนูญฉบับแรก กำหนดให้รัฐสภาของสาธารณรัฐเกาหลี เป็นสภาเดี่ยว และเป็นองค์กรทำหน้าที่เลือกประธานาธิบดี ขึ้นบริหารประเทศ (Presidential system) การแก้ไขครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1952 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญคือการกำหนดให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการเลือกโดยตรงจากประชาชน และให้มีสองสภา


     ในปี ค.ศ. 1954 มีการแก้ไขเป็นครั้งที่สอง โดยได้เพิ่มเติมบทบัญญัติว่า ในกรณีที่ประธานาธิบดีถึงแก่อสัญกรรมหรือไร้ความสามารถ ให้รองประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งแทน ต่อมาในเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 1960 รัฐบาลรักษาการซึ่งปกครองประเทศภายหลังที่ได้เกิดเหตุการณ์ ประท้วงโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของประธานาธิบดี ซิงมัน รี โดยกลุ่มนักศึกษา ประชาชน และได้รับการ สนับสนุนจากฝ่ายทหาร จนเป็นผลให้นาย ซิงมัน รี ออกไปลี้ภัยยังต่างประเทศ จึงเกิดการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่สามโดยให้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบรัฐสภา (Parliamentary system) โดยให้นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ส่วนประธานาธิบดีที่ได้รับเลือก จากประชาชนทำหน้าที่เป็นเพียงประมุขของประเทศ และเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบบรัฐสภาได้รับการนำมาใช้ในช่วงสั้นๆระหว่างเดือน สิงหาคม ค.ศ. 1960 – กรกฎาคม ค.ศ. 1961 เท่านั้น
การแก้ไขครั้งที่สี่มีขึ้นในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1960 โดยได้เพิ่มบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า ให้รัฐสภาออกกฎหมายเพิ่มการลงโทษต่อผู้ที่ทุจริตในการเลือกตั้งและให้ลงโทษต่อผู้ที่รับผิดชอบ ที่สังหารและทำร้ายผู้ที่ทำการประท้วง เรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง อนึ่งมีการกำหนดบทลงโทษ ต่อผู้ต่อต้านการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย และต่อข้าราชการที่ทำการคอร์รัปชั่น




การแก้ไขครั้งที่ห้า ได้กระทำขึ้นในยุครัฐบาลทหารรักษาการในปี ค.ศ. 1962 โดยได้กำหนดให้นำ ระบบประธานาธิบดี และการมีสภาเดี่ยว กลับมาใช้ดังเดิม ในปี ค.ศ. 1969 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่หก เป้าหมายหลักก็คือการขยายวาระของการดำรงตำแหน่ง เป็นประธานาธิบดีออกเป็น วาระ ข้อกำหนดคราวนี้มีผลให้ประธานาธิบดี ปัก จุงฮี สามารถดำรงตำแหน่ง ติดต่อกัน จนวาระที่สามได้


           อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่เจ็ด ในปี ค.ศ. 1972 ได้เพิ่มข้อกำหนดให้ประธานาธิบดี สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต นั่นหมายถึงการยกเลิกการกำหนดวาระของการเป็นผู้นำประเทศนั่นเอง ทั้งนี้เพื่อให้นายปัก จุงฮี สามารถดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำประเทศตลอดไป อนึ่ง ได้กำหนดให้มีการเลือก ตั้งประธานาธิบดีโดยผ่านทางคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) หรือเรียกว่า เป็นการเลือกทางอ้อม นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเพิ่มอำนาจให้กับประธานาธิบดีมากขึ้น เช่น เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิก รัฐสภาจำนวนหนึ่งในสามของสภาทั้งหมด สามารถยุบสภาได้ และสามารถประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อสลายกลุ่มหรือบุคคลที่ทำการต่อต้านรัฐบาล
การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่แปด กระทำโดยรัฐบาลทหารของนายพลชุน ดูฮวานในเดือน ตุลาคม ค.ศ. 1980 รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้เพียงหนึ่งวาระเป็นเวลา ปี และประธานาธิบดี จะได้รับการเลือกตั้งโดยคณะผู้เลือกตั้ง หรือเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ดังเช่น รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้
การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ เก้า ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กระทำขึ้นในปี ค.ศ. 1987 โดยนำระบบประธานาธิบดีที่ผู้นำประเทศจะต้องได้รับการเลือกโดยตรงจากประชาชน และให้ดำรง ตำแหน่งเพียงวาระเดียวเป็นเวลา ปี


      รัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้ฉบับปัจจุบันประกอบด้วยคำกล่าวนำ มาตราต่างๆ รวม 130 มาตรา โดยแยกออกเป็น 10 บท และมีภาคผนวกอีกจำนวน บท รัฐธรรมนูญฉบับนี้ชี้ชัดว่า สาธารณรัฐเกาหลี เป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยของปวงชน ซึ่งมีสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันทุกคนสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานได้แก่ ความเท่าเทียมกันตามกฎหมายโดยไม่แบ่งแยก ตาม เพศ ศาสนา และ สถานภาพทางสังคม ทุกคนมีอิสรภาพ ในการเคลื่อนย้ายและการเลือกที่อยู่อาศัย มีสิทธิในการออกเสียง และการดำรงตำแหน่งสาธารณะ มีสิทธิในการได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายในกรณีที่ถูกจับกุมหรือกักขัง มีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ในกรณีที่ถูกจับกุมหรือกักขัง มีสิทธิในการขอให้เร่งการทำการสอบสวน มีสิทธิในการปกปิดเรื่องราวในการติดต่อสื่อสาร และเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา การพูด และการชุมนุม นอกเหนือสิทธิพื้นฐานและเสรีภาพพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเน้นว่า รัฐจะดำเนินการทุกวิถีทางที่จะทำให้ประชาชนมีโอกาสที่จะได้รับสิทธิดังต่อไปนี้คือ สิทธิในการ อาศัยในสภาพ สิ่งแวดล้อมที่สะอาด สิทธิในการได้รับการศึกษาภาคบังคับ และการศึกษาตลอดชีวิต สิทธิในการมีงานทำ สิทธิในการได้รับค่าจ้างขั้นต่ำและค่าทดแทน สิทธิที่ได้รับการช่วยเหลือ จากรัฐหาก ทุพพลภาพ และสิทธิที่จะได้รับการปกป้องความเป็นส่วนตัว อนึ่ง รัฐธรรมนูญได้ครอบคลุมสิทธิและ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ดังเช่น สิทธิในการถือครองทรัพย์สิน สิทธิในการทำงาน อิสระภาพ ในการเลือก งานทำ สิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานและสามารถเจรจาต่อรองได้


               การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้สองทางคือ ประธานาธิบดีนำเสนอร่างแก้ไข และสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ตัดสินใจยื่นข้อเสนอการแก้ไขภายใน 60 วัน การแก้ไขบทบัญญัติใดจะ กระทำได้ต่อ เมื่อได้รับเสียงสนับสนุนเกินสองในสามของสมาชิกรัฐสภา จากนั้นจะต้องนำข้อแก้ไข ดังกล่าวไปทำประชาพิจารณ์ภายใน 30 วัน ซึ่งจะต้องได้รับการยินยอมไม่น้อยกว่าครึ่ง หนึ่งของผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ที่มีสิทธิออกเสียงเลือก
ประการสุดท้ายมีข้อกำหนดที่น่าสนใจยิ่งก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่จะขอต่อวาระ ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น จะไม่มีผลต่อตัวประธานาธิบดีที่กำลังดำรงอยู่ในตำแหน่ง ในขณะที่เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ



 พรรคการเมือง
เมื่อ ธันวาคม พ.ศ. 2538 เกิดการรวมตัวของ พรรคใหญ่ คือ
1. พรรค Democratic Justice Party-DJP
2. พรรค Reunification Democratic Party-RDP และ
3. พรรค New Democratic Republican Party-NDRP และตั้งชื่อว่าพรรค New Korean Party-NKP
ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ ธ.ค. 2540 ได้เกิดพรรคใหม่คือ
1. พรรค Grand National Party -GNP (ซึ่งเป็นการรวมตัวของพรรค NKP กับพรรค New Party by the People)
2. พรรค Millennium Democratic Party-MDP ซึ่งมีนาย คิม แด จุง เป็นหัวหน้าพรรค และ
3. พรรค United Liberal Democrats-ULD ซึ่งมีนาย คิม จอง พิล เป็นหัวหน้าพรรค

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น